วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แจ้งจับซี6-พวก โกง600ล้าน รับจำนำมัน

ดีเอสไอแจ้งข้อหาเกษตรอำเภอชัยบาดาล ซี 6 พร้อมพวก 6 คน คดีทุจริตรับจำนำมันสำปะหลัง มูลค่า 600 ล้านบาท จ้างคนทั่วไปให้เข้าปลอมชื่อเป็นเกษตรกร ปลูกมันสำปะหลัง   

วันที่  21 ส.ค.  ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการ (ผบ.) สำนักคดีอาญาพิเศษ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผอ.ส่วนคดีอาญาพิเศษ 3 ออกหมายเรียกผู้กระทำผิดในโครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลัง ปี 2551/2552 ใน จ.ลพบุรี มูลค่า 600 ล้านบาท เข้ารับทราบข้อกล่าวหา จำนวน 6 คน ประกอบด้วย นายสุทิน จิรกุลชัย เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอชัยบาดาล ระดับ 6 อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 283 หมู่ 2 ต.ท่าหลวง อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี นายมารุตพงษ์ กุลตา อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี นางวีรยา เส้นคราม อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 225 หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี ทั้งคู่เป็นลูกจ้างองค์การคลังสินค้า (อคส.) จ.ลพบุรี ถูกแจ้งข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดย มิชอบ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กระทำการอย่างใด อันเป็นความเท็จ   

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ตำรวจยังโดน แก๊งปาหิน โชคดีรถไม่คว่ำ

แก๊งปาหินโผล่อีก คราวนี้ กระบะตำรวจ สน.สามเสน นำขบวนรถบัสนักเรียนโดนบนถนนพหลโยธิน โชคดีรถไม่คว่ำ ส่วนที่ลพบุรีรวบ 3 ขี้เมาทันควันหลังปาหินใส่รถตู้ข้าราชการพระตำหนักภูพิงค์ฯ หวิดตายหมู่..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ (23 ก.ย.) ตำรวจ สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งความจาก ส.ต.อ.ชูวงศ์ อินทะนา ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สน.สามเสน ว่า ขณะที่ขับรถกระบะตำรวจ สน.สามเสน ชิดช่องทางขวาสุดนำขบวนรถบัสนักเรียนจำนวน 3 คันกลับจากเข้าค่ายลูกเสือ เมื่อถึงบริเวณถนนพหลโยธินฝั่งขาเข้าหลักกิโลเมตรที่ 58-59 อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เป็นช่วงจุดกลับรถมีหินขนาดเท่ากำปั้นพุ่งออกมาจากข้างทางถูกกระจกหน้ารถจนกระจกร้าว แต่โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

เบื้องต้นทราบว่า ขณะขบวนรถวิ่งผ่านจุดกลับรถมีรถยนต์และชายวัยรุ่น 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์รอกลับรถอยู่ ทันใดนั้นมีก้อนหินพุ่งเข้ามาปะทะกระจกหน้ารถ แต่ไม่สามารถหยุดรถกะทันหันดูคนร้ายได้เนื่องจากเกรงจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

วันเดียวกัน มีรายงานว่านายเศกศักดิ์ อรุณการ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/2 ม. 2 ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียง ใหม่ และนายโสภณ นะถา อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 ม. 12 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ขับรถตู้โตโยต้า ทะ เบียน นค 9907 เชียงใหม่ เข้าพบกับ จ.ส.ต.สุวัฒน์ชัย หนุนนาค ตำรวจประจำจุดตรวจบ้านซับตะเคียน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี พร้อมแจ้งว่า ขณะขับรถมาตามเส้นทางสาย อ.ท่าหลวง–ด่านขุนทด ชาย 3 คนขับขี่รถจักรยานยนต์แล้วขว้างก้อนหินเข้าใส่รถทำให้ไฟเลี้ยวด้านขวาแตก หลังจากรับแจ้งเหตุ จ.ส.ต.สุวัฒน์ชัยจึงวิทยุให้ตำรวจสกัดจับก่อนรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

จากนั้น พ.ต.อ.พรชัย พวงทอง ผกก.สภ.ชัยบาดาล พ.ต.ท.เสวก เอี่ยมมงคล รอง ผกก.ป.สภ.ชัยบาดาล พ.ต.ท.นนทวร สีอินทร์ สวป.สภ.ชัยบาดาล และกำลังตำรวจอีกจำนวนหนึ่งได้ออกติดตามคนร้ายจนพบนายโพธิ์เงิน หมวดมะหิง อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78/4 ม. 4 ต.ซับตะเคียน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 125 สีแดง-ดำ ทะเบียน กษล 505 ลพบุรี จอดอยู่ข้างทาง สอบสวนนายโพธิ์เงินซึ่งอยู่ในสภาพมึนเมารับสารภาพว่าตนและเพื่อนรวม 3 คน ใช้หินขว้างใส่รถตู้ของผู้เสียหาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จับกุม      ผู้ร่วมก่อเหตุได้อีก 2 คน คือ นายภูสิต กกสันเทียะ อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 131 ม. 4 ต.ซับตะเคียน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี และนายวัชระ เดชมะเริง อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57/1 ม. 4 ต.ซับตะเคียน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 3 คน รับสารภาพว่าก่อนเกิดเหตุดื่มสุราจนเมา หลังจากนั้น ด้วยความเมาและ     คึกคะนองจึงวางแผนใช้ก้อนหินปาใช่รถยนต์เพื่อความสนุกสนานตามที่เป็นข่าวจนพบรถตู้คันดังกล่าว และขว้างหินใส่      ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน

ด้านนายโสภณ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุขับรถตู้จาก จ.เชียงใหม่นำข้าราชการซึ่งรับราชการอยู่ที่พระตำหนักภู   พิงค์ราชนิเวศน์ 11 คน ไปงานศพที่ อ.จักราช จ.นครราชสีมา เมื่อถึงที่เกิดเหตุขณะกำลังจะแซงรถจักรยานยนต์     ที่มีชายนั่งซ้อนท้ายมา 3 คน ทันใดนั้นชายคนที่นั่งซ้อนท้ายสุดได้ใช้ก้อนหินปาใส่ยังหน้ารถจนเสียหลักส่าย      ไปมา แต่สามารถประคองรถไว้ได้และด้วยความกลัวจึงไม่กล้าจอดรถลงไปดูจึงขับต่อไปจนกระทั่งพบตู้ยามสายตรวจของตำรวจ

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ในหลวงพระราชทานนามโรงพยาบาลลพบุรีใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนาม โรงพยาบาลลพบุรี ใหม่เป็น โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ...

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อโรงพยาบาลลพบุรีใหม่ว่า “โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช” ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2552 เป็นต้นไป เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้ทรงสร้างเมืองลพบุรีให้เป็นราชธานีแห่งที่ 2 ทรงเป็นผู้นำวิทยาการสมัยใหม่และความเจริญด้านต่างๆ เกือบทุกด้านมาสู่ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดไทย โดยมีการผสมผสานการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนตะวันตก ปรากฏอยู่ในหลักฐานตำรา “พระโอสถพระนารายณ์” เป็นตำรายา 81 ตำรับ มีตัวยาปรากฏในตำรามากกว่า 300 ชนิด

ด้าน นายแพทย์สุชัย สุทธิกาศนีย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช กล่าวว่า โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.ลพบุรี เปิดบริการมาแล้ว 52 ปี ปัจจุบันมีเตียงรับผู้ป่วย 428 เตียง มีบุคลากรให้บริการ 958 คน โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครบทุกสาขารวม 42 คน ทันตแพทย์ 8 คน เภสัชกร 12 คน พยาบาลวิชาชีพ 310 คน ต่อวันมีประชาชนเข้ารับบริการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 1,363 ราย โรคที่พบมากอันดับ 1 ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 24 รองลงมาคือเบาหวานร้อยละ 15 มีผู้ป่วยนอนรักษาในโรงพยาบาลวันละ 355 ราย ที่พบมากที่สุด ได้แก่ โรคท้องร่วงร้อยละ 32 รองลงมาคือโรคหัวใจล้มเหลวร้อยละ 11 ทำผ่าตัดใหญ่วันละ 29 ราย และในปี 2555 กำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารเพื่อขยายเป็นโรงพยาบาลศูนย์ชั้นนำในเขตภาคกลาง และเป็นศูนย์แพทย์เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในระดับต้น


รพ.พระนารายณ์มหาราช มีผลงานการพัฒนาดีเด่นมากมาย อาทิ เป็นโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก ได้รับมาตรฐานการบำบัดฟื้นฟูยาเสพติด เป็นสถานที่ทำงานที่น่าอยู่ งานโภชนาการประกอบอาหารให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลดีเด่นในระดับ “ดีมาก” ได้รับรางวัลเป็นโรงพยาบาลคุณภาพตามมาตรฐานด้านการส่งเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2549 งานอนามัยแม่และเด็กดีเด่นระดับเขต ได้รับการรับรองเป็นโรงพยาบาลสายใยรัก ระดับทอง พ.ศ. 2551 ผ่านการรับรองเป็นโรงพยาบาลคุณภาพตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 และการรับรองการให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจวายเฉียบพลันดี เยี่ยม

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หนี ตร.-2 ศพ


เมื่อตอนสายวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา นายพงศกร การะเกษ อายุ 16 ปี นักเรียน ปวช.1 วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เสียชีวิตที่ รพ.ลพบุรี
นายพงศกรถูกนำตัวส่ง รพ.ลพบุรี ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมาหลังประสบอุบัติเหตุ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปชนกับรถปิกอัพ เหตุเกิดบริเวณสี่แยกไฟแดงในเขต ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
วันนั้น นายพงศกรซ้อนรถจักรยานยนต์ของเพื่อนผู้หญิงไปเที่ยวในตัวเมือง
เจอตำรวจจะจับ
เพื่อนที่เป็นคนขี่รถจักรยานยนต์ตกใจเร่งเครื่องหนี
ตำรวจขับรถเปิดไซเรนไล่ตาม รถจักรยานยนต์วิ่งไปเสียหลักชนกับรถปิกอัพ เด็กผู้หญิงคนขี่ตายคาที่
นายพงศกรคนซ้อนบาดเจ็บสาหัส เพราะได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรง
หลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 5 วันก็เสียชีวิต
กลายเป็นศพที่ 2
หลังลูกชายตาย นางเพ็ญพิชชา การะเกษ แม่ของนายพงศกรก็ไปแจ้งความที่ สภ.ท่าวุ้ง ให้ดำเนินคดีกับตำรวจจราจร
ข้อหากระทำเกินกว่าเหตุ
ส่วนเด็กผู้หญิงที่เสียชีวิตตั้งแต่วันเกิดเหตุ พ่อแม่ไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับตำรวจจราจรก่อนหน้านี้แล้ว
พ.ต.อ.ชินเดช หลักเพ็ชร ผกก.สภ.ท่าวุ้ง ได้ทำเรื่องขอให้ ผบก. ภ.จ.ลพบุรี ตั้งคณะกรรมการจากจังหวัดมาสอบสวนแทนคณะกรรมการ ของ สภ.ท่าวุ้ง
เพื่อกันข้อครหาว่าโรงพักเดียวกันจะช่วยเหลือกัน
คดีนี้เป็นเรื่องที่น่าสลดใจที่เด็กวัยรุ่นเสียชีวิตถึง 2 คน เพียงแค่ขี่รถจักรยานยนต์หนีตำรวจจราจรที่จะเข้ามาจับกุม
อุบัติเหตุ 2 ศพที่เกิดขึ้น จากข้อเท็จจริงในเบื้องต้น เห็นได้ว่า เด็กที่เสียชีวิตเป็นฝ่ายผิด โดยเฉพาะคนขี่รถจักรยานยนต์
เมื่อถูกตำรวจเรียกแล้วตกใจไม่ยอมหยุดรถ
กลับเร่งเครื่องหนี
จนถูกไล่จับแล้วไปเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น
ทางด้านตำรวจจราจรคงจะเอาความผิดอะไรไม่ได้ การขับรถ เปิดไซเรนไล่จับคงไม่เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ
เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องเตือนใจให้ตำรวจจราจรได้คิดว่า เด็กนักเรียน นักศึกษา พ่อค้าแม่ค้า หรือชาวบ้าน ไม่ใช่โจรร้าย
ควรให้ความเมตตากับพวกเขา ไม่ใช่ใช้อารมณ์
ที่สำคัญ การทำงานที่ไม่ผ่อนปรนอาจจะ  "เสีย"  มากกว่า "ได้".

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ชี้ลพบุรีเริ่มก่อน ส่อลงโทษหนัก พิจารณา7พ.ค.


ลพบุรี เอฟซี ส่อโดนลงโทษหนัก หลังหัวหน้าศูนย์ภาคกลางฯของส.ฟุตบอล ชี้ชัดแฟนบอลเจ้าถิ่นและนักเตะของทีมเป็นคนก่อชนวน จนทำให้เกิดการจลาจล ในเกมดิวิชั่น 2 ส่งผลให้แฟนทีม อยุธยา เอฟซี ได้รับบาดเจ็บนับสิบราย ก่อนที่จะมีการพิจารณาบทลงโทษกันอีกครั้งในวันที่ 7 พ.ค.นี้... 

จากเหตุการณ์จลาจลหลังจบเกมการแข่งขันในศึกฟุตบอลเอไอเอสลีกภูมิภาค “ดิวิชั่น2” โซนภาคกลาง และ ตะวันออก คู่ระหว่าง ลพบุรี เอฟซี ที่แพ้ให้กับ อยุธยา เอฟซี 1-3 ณ สนามกีฬาพระราเมศวร จ.ลพบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้แฟนฟุตบอลฝั่งเจ้าถิ่นตะลุมบอนใส่แฟนคลับอยุธยา จนได้รับบาดเจ็บนับสิบราย และมี 2 รายสาหัส นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา ทางคณะผู้บริหารลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 นำโดย วิมล กาญจนะ ประธานจัดการแข่งขันลีกภูมิภาค พร้อมด้วย นายองอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ ได้มีการเรียกตัวแทนจากทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวดังกล่าวที่เกิดขึ้นกันอย่างละเอียด ณ ห้องบุญสม มาติน ภายในสนามศุภชลาศัย โดยในที่ประชุม ทางด้าน นายสุเมธ สุวรรณพรหม หัวหน้าศูนย์ภาคกลางฯ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และเห็นรายละเอียดทุกอย่างชัดเจน ได้มีการเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้กับผู้ที่ร่วมประชุมได้รับทราบ พร้อมกันนั้น ได้มีการนำคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวที่ทางทีมงานได้เก็บภาพเอาไว้มานำเสนอให้ทุกคนได้รับทราบ รวมถึงตัวแทนทั้ง 2 ฝ่ายอย่าง ลพบุรี เอฟซี และ อยุธยา เอฟซี ก็ได้นำคลิปที่ตัวเองนำมา เปิดให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็น และใช้วิจารณญาณในการตัดสิน 

นายสุเมธ เปิดเผยในที่ประชุมถึงชนวนเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มยันจบเกม เห็นได้ชัดเจนเลยว่า ชนวนเหตุที่สำคัญของความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็คือ จังหวะประตูตีเสมอ 1-1 ของ ลพบุรี เอฟซี ในจังหวะนี้ได้มีกองเชียร์ฝั่งเจ้าถิ่นได้แสดงอาการดีใจเกินเหตุ ด้วยการวิ่งมาโบกธงผ่านหน้ากลุ่มกองเชียร์อยุธยา เอฟซี ซึ่งจริงๆ แล้วก็กองเชียร์ ลพบุรี รายนี้ไม่สมควรที่จะแสดงพฤติกรรมแบบนี้ออกมา จนส่งผลให้กองเชียร์ อยุธยา เกิดความไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นต้นเหตุทำให้ตลอดระยะเวลาในการแข่งขันได้มีการเขม่นกันของแฟนฟุตบอลทั้ง 2 ทีม 

พร้อมกันนั้น หัวหน้าศูนย์ภาคกลางฯ ก็ได้เสริมถึงการแสดงพฤติกรรมของนักเตะ ลพบุรีเอฟซี ในช่วงท้ายเกมซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมออกมาด้วยว่า ในจังหวะก่อนที่จะจบเกมหลัง อยุธยา เอฟซี ได้ประตูที่ 3 จากการยิงของ ธีโอดอร์ ยูยุน ศูนย์หน้าผิวสีของ อยุธยา เอฟซี หลังทำประตูเสร็จ ได้เกิดอาการบาดเจ็บพร้อมกับลงไปนอนอยู่ที่เส้นหลังสนาม ซึ่งในจังหวะนี้มีนักเตะเบอร์ 15 ของ ลพบุรี เอฟซี ได้จัดการกระชาก ธีโอดอร์ พร้อมกับโยนไปที่ข้างสนาม เพื่อให้เกมการแข่งขันกลับมาเล่นต่อได้เร็วที่สุด ดูจากคลิปแล้วผู้เล่นหมายเลข 15 ของ ลพบุรี เอฟซี ไม่ควรที่จะทำแบบนี้ออกมา เพราะสื่อให้เห็นถึงการไม่มีสปิริต จนในที่สุดก็ทำให้อารมณ์ของกองเชียร์เจ้าถิ่นคล้อยตามสถานการณ์ที่ฝั่งตัวเองตกเป็นรอง จนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น 

หลังจากที่ประชุมได้มีการชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางด้าน นายวิมล กาญจนะ ประธานจัดการแข่งขันลีกภูมิภาค ได้ชี้แจงถึงการเตรียมที่จะหาบทลงโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเรื่องนี้จะเป็นหน้าที่ของ “บิ๊กย้อย” พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา อุปนายกสมาคม และประธานฝ่ายพิจารณาโทษที่จะเป็นคนรับผิดชอบจัดการลงดาบกับผู้ที่ผิดในเหตุการณ์จลาจลดังกล่าว โดยจะมีการประชุมพิจารณาโทษกันในวันศุกร์ที่ 7 พ.ค.53 ณ ห้องประชุมสมาคมฟุตบอล เวลา 13.00 น. ต่อไป 

ทางด้าน "บิ๊กเปี๊ยก" องอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลฯ ก็ได้เปิดเผยถึงเรื่องนี้หลังจบการประชุมด้วยว่า หลังจากในที่ประชุมได้มีการนำหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกของผู้ควบคุมการแข่งขัน, ภาพข่าวต่างๆ รวมถึงคลิปวิดีโอที่ทาง นายสุเมธ สุวรรณพรหม ได้นำมาเปิดให้ดูในวันนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า บุคคลใดเป็นผู้ก่อเหตุ สะเทือนขวัญดังกล่าว และในวันศุกร์นี้เชื่อเลยว่า ในที่ประชุมพิจารณาโทษน่าจะต้องระบุถึงคนที่กระทำผิดได้อย่างชัดเจนแน่นอน